1.4
การควบคุมโดยฮอร์โมน
ฮอร์โมนทำหน้าที่ควบคุมระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ฮอร์โมนส่วนใหญ่มีผลต่อร่างกายจนอาจเกิดอันตรายขึ้นได้
เมื่อปริมาณฮอร์โมนนั้นหลั่งออกมามาก ดังเช่น เมื่อเราวิ่งช้า
ๆ เป็นระยะทางหลายไมค์ในเวลาที่แดดจัด อากาศร้อน เราจะสูญเสียเหงื่อเป็นลิตร
เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมน
แอนติไดยูเรติก (antidiuretic hormone หรือ ADH) ออกมาเพื่อกระตุ้นให้ไตดูดกลับน้ำมากขึ้น
เป็นผลทำให้ปัสสาวะเข้มข้น ถ้าดื่มน้ำผสมเกลือแร่จำนวน
1 แกลลอน เข้าไปทดแทนเหงื่อที่หลั่งออกไป จะทำให้มีน้ำมากเกินไป
ไตจะทำงานหนักมากของเหลวในเลือดจะเพิ่มขึ้น ทำให้ ความดันเลือดสูง
จนอาจเป็นอันตรายต่อหัวใจได้ ดังนั้นเมื่อระดับน้ำในร่างกายกลับมาอยู่ในระดับปกตินั้นจะหยุดการหลั่ง
ADH ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า การหลั่งของฮอร์โมนเองก็ต้องมีการควบคุม
เพื่อให้หลั่งในจำนวนที่เหมาะสม และหลั่งในเวลาที่เหมาะสมด้วย
สัตว์มีการควบคุมการหลั่งฮอร์โมนโดยกระบวนการป้อนกลับ
(negative feedback process) โดยการหลั่งฮอร์โมนทำให้เกิดผลต่อเซลล์เป้าหมาย
ผลที่เกิดขึ้นจะไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนครั้งต่อๆไป กระบวนการป้อนกลับนี้
เป็นวิธีที่จะก่อให้เกิดสภาวะคงที่ได้ การควบคุมเช่นนี้เกิดแบบเดียวกับการควบคุมอุณหภูมิในบ้านในช่วงฤดูหนาว
โดยการตั้งตัวควบคุมอุณหภูมิไว้ตามอุณหภูมิที่ท่านต้องการ
หากอุณหภูมิบ้านต่ำเกินไป ตัวควบคุมอุณหภูมิจะส่งสัญญาณไปยังเตาให้ความร้อนให้ทำงาน
เตาให้ความร้อนจะให้ความร้อนทำให้อุณหภูมิบ้านเพิ่มสูงขึ้นแต่เมื่ออุณหภูมิบ้านเท่ากับตัวควบคุมอุณหภูมิ
ตัวควบคุมอุณหภูมิจะหยุด จะตัดมิให้เตาให้ความร้อนทำงาน
ดังรูปที่ 8.5 ก.
การควบคุมการทำงานของฮอร์โมน
โดยกระบวนการป้อนกลับนี้เป็นเช่นเดียวกับ การควบคุมอุณหภูมิโดยตัวควบคุมอุณหภูมิดังรูป
8.5 ข. ตัวอย่างเช่นการควบคุมปริมาณน้ำ ให้คงที่ การสูญเสียน้ำทำให้เลือดเข้มข้นขึ้นจึงไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่ง
ADH ADH จะให้สัญญาณไปยังไตเพื่อดูดน้ำกลับให้มากขึ้นเพื่อไปชดเชยการสูญเสียน้ำในเลือด
การดูดน้ำกลับที่ไตร่วมกับการดื่มน้ำเพิ่มขึ้นจะทดแทนน้ำที่เลือดสูญเสียไป
เมื่อมีน้ำในเส้นเลือดเพิ่มจากเดิมก็จะย้อนกลับไปยับยั้งมิให้มีการหลั่ง
ADH จากต่อมใต้สมอง

รูปที่
8.5 การหลั่งฮอร์โมนถูกควบคุมโดยกระบวนการป้อนกลับ
+ หมายถึงกระตุ้น
- หมายถึงยับยั้ง
ก. ควบคุมอุณหภูมิบ้านด้วยตัวควบคุมอุณหภูมิ
ข. การควบคุมฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองจากปริมาณที่ไตกักเก็บไว้ได้
(ที่มา : Audesirk and Audesirk. 1989 : 513)
2.
ระบบต่อมไร้ท่อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
ปัจจุบันนี้มีการค้นพบสารฮอร์โมนชนิดใหม่ๆ
พร้อมทั้งหน้าที่ของฮอร์โมน ชนิดใหม่อยู่เสมอ นอกจากนั้นยังพบบทบาทและหน้าที่ใหม่ของฮอร์โมนที่พบมาแล้วอีกด้วย
ต่อมไร้ท่อมที่พบมาแล้วคือไฮโพทาลามัสและต่อมใต้สมอง ต่อมพาราไทรอยด์
ต่อมไทรอยด์ ต่อมอะดรีนัล ต่อมไทมัส ต่อมไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์
กระเพาะอาหาร อัณฑะ รังไข่และรก
3.
ไฮโพทาลามัสและต่อมใต้สมอง ( hypothalamus/ pituitary
complex )
ต่อมใต้สมองเป็นต่อมขนาดเท่าเมล็ดถั่ว
( pea-sized gland ) ยึดไว้ด้วยก้านซึ่งเป็นส่วนของไฮโพทาลามัส
ต่อมให้สมองประกอบด้วย 2 พู คือ พูหน้า (anterior pituitary)
พูนี้เป็นต่อมใต้สมองแท้จริง ประกอบด้วยเซลล์ผลิตฮอร์โมนได้หลายชนิดจับกลุ่มอยู่ในวงล้อมของตาข่ายเส้นเลือดฝอย
ต่อมใต้สมองพูหลัง (posterior pituitary) เป็นส่วนของสมองซึ่งเป็นเนื้อเยื่อของระบบประสาท
ฮอร์โมนที่หลั่งออกมานั้นมาจากปลายประสาท ปลายประสาทเหล่านี้มีตาข่ายเส้นเลือดฝอยล้อมรอบ
หน้าที่ของไฮโพทาลามัส คือ การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองทั้งสองพู
3.1 ต่อมใต้สมองพูหลัง
ต่อมใต้สมองพูนี้ประกอบด้วยเซลล์ประสาทชนิดพิเศษ เรียกว่า
นิวโรเซครีทอรีเซลล์ มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนชนิดเพปไทด์ฮอร์โมน
2 ชนิด คือ ออกซิโทซิน (oxitocin) และฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก
หรือ เอดีเอช (ADH)
ADH ทำหน้าที่ควบคุมการดูดซึมของน้ำที่หลอดไตรวม (collecting
duct) ของหน่วยไต ทำให้มีการดูดน้ำกลับออกจากปัสสาวะ จึงทำให้ปัสสาวะน้อยลง
วิธีนี้ช่วยทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ (dehydration)ฮอร์โมนออกซิโทซินมีผลทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดตัวระหว่างการคลอด
เพื่อให้ทารกคลอดออกจากมดลูกได้ นอกจากนี้ยังทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเต้านมหดตัวในระหว่างให้นมบุตรช่วยบีบน้ำนมให้ออกจากต่อมน้ำนม
ในเพศชายหรือสัตว์ตัวผู้ ออกซิโทซิน กระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบท่อที่จะนำอสุจิหดตัว
เพื่อทำให้เกิดการหลั่งอสุจิขึ้น

รูปที่ 8.6 ตำแหน่งของต่อมไร้ท่อที่สำคัญและอวัยวะที่ทำหน้าที่
เหมือนต่อมไร้ท่อในร่างกายมนุษย์
(ที่มา : Arm and Camp. 1988 : 615)

รูปที่ 8.7 ต่อมใต้สมองพูหน้า และพูหลังร่วมกับไฮโพทาลามัสแสดงตาข่าย
เส้นเลือดฝอย และเซลล์ของต่อมไร้ท่อ
(ที่มา : Audesirk and Audesirk. 1989 : 514)

รูปที่ 8.8 แสดงการควบคุมการผลิตและหลั่งน้ำนมโดยฮอร์โมนและประสาท
(ที่มา : Villee. 1972 : 519)
3.2
ต่อมใต้สมองพูหน้า ส่วนนี้ผลิตฮอร์โมนถึง 6 ชนิด
3.2.1
ฟอลลิเคิลสติมูเลติงฮอร์โมน (follicle stimulating
hormone หรือ FSH) และลูทีไนซิงฮอร์โมน (luteinizing hormone
หรือ LH) จะทำหน้าที่กระตุ้นการสร้าง ตัวอสุจิและฮอร์โมนเพศชาย
คือ เทสทอสเทอร์โรน ส่วนในเพศหญิงจะกระตุ้นการสร้างไข่
และฮอร์โมนเพศหญิง คือ อีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรน
3.2.2
ไทรอยด์สติมูเลติงฮอร์โมน (thyroid stimulating
hormone หรือ TSH) ทำหน้าที่กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนของต่อมนี้
3.2.3
อะดรีโนคอร์ทิโคโทรปิกฮอร์โมน (adrenocorticotropic
hormone หรือ ACTH) กระตุ้นให้ส่วนอะดรีนัลคอร์เทกซ์หลั่งฮอร์โมนของส่วนนี้
3.2.4
โพรแลกทิน (prolactin) กระตุ้นการพัฒนาของต่อมน้ำนมระหว่าง
การตั้งครรภ์ หลังคลอดการดูดนมของทารกจะกระตุ้นให้แม่หลั่งโพรแลกทินต่อไปได้หลังการหย่านมจะหยุดการหลั่งโพรแลกทิน
และจะไม่มีการสร้างน้ำนมอีก
3.2.5
โกรทฮอร์โมน (growth hormone หรือ GH) ทำหน้าที่ควบคุมการ
เจริญเติบโตของร่างกาย โดยฮอร์โมนจะมีผลต่อเซลล์ร่างกายทุกส่วน
เพื่อให้มีการสังเคราะห์โปรตีนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของกระดูก
ดังนั้นหากฮอร์โมนชนิดนี้หลั่งออกมามากร่างกายจะสูงใหญ่
เกิดรูปร่างยักษ์ (gigantism) หากฮอร์โมนนี้หลั่งออกมาน้อยจะเกิด
รูปร่างเตี้ยแคระ (dwarfism) การเติบโตของร่างกายโดยเฉพาะจะหยุดเมื่อเข้าวัยผู้ใหญ่
แต่ยังต้องมีการหลั่งโกรทฮอร์โมนอยู่ตลอดไป เพื่อควบคุมเมแทบอลิซึมของโปรตีน
ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต
3.2.6
เมลาโนไซด์สติมูเลติงฮอร์โมน (melanocyte stimulating
hormone หรือ MSH) ในคนปกติจะพบมี MSH ในเลือดสูงในตอนเช้า
และจะมีการเพิ่มขึ้นเมื่อมีความเครียด บทบาทสำคัญของฮอร์โมนชนิดนี้
ในสัตว์เลือดอุ่นที่มีต่อการเปลี่ยนสีตัว จะไม่เห็นชัดเจน
เหมือนในสัตว์เลือดเย็น
อัตราการหลั่งฮอร์โมนทั้ง
6 ชนิด เกิดจากต่อมใต้สมองพูหน้า ถูกควบคุม โดยไฮโพทาลามัส
นิวโรเซครีทอรีเซลล์ของไฮโพทาลามัสจะผลิตเพปไทด์ ถึง 7
ชนิด ขึ้นมาทำหน้าที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมองพูหน้า
เราเรียก เพปไทด์ ทั้ง 7 ชนิดนี้ว่า รีลิซิงฮอร์โมน หรือฮอร์โมนยับยั้ง
(inhibiting hormone) ซึ่งจะหลั่งเมื่อถูกกระตุ้น และเมื่อไม่ถูกกระตุ้นก็จะไม่หลั่ง