5.
ตับอ่อน ( pancreas )
ตับอ่อนเป็นต่อมที่ทำหน้าที่ถึง
2 ประการ คือ ส่วนหนึ่งทำหน้าที่เป็นต่อมมีท่อเพื่อ ผลิตเอนไซม์ไปใช้ย่อยอาหารในลำไส้เล็ก
อีกส่วนทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อ ซึ่งประกอบ ด้วยเซลล์จับเป็นกลุ่มๆ
เรียกว่าหมู่เกาะ (islests) แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยเซลล์สองชนิด
ชนิดหนึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) เป็นเซลล์ขนาดเล็ก
แต่มีจำนวนมาก เรียกว่าบีตาเซลล์ (B-cell) ส่วนเซลล์ชนิดที่สองมีขนาดใหญ่กว่า
แต่มีจำนวนน้อยมาก มักอยู่ตามขอบของกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า
แอลฟาเซลล์ (a-cell) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon)
ทั้งอินซูลินและกลูคากอนเป็นสารพอลิเพปไทด์ ฮอร์โมนทั้งสองชนิดทำงานตรงกันข้าม
เพื่อควบคุมเมแทบอลิซึมของคาร์โบฮเดรตและไขมัน เมื่อระดับกลูโคสในเลือดสูงขึ้นหลังมื้ออาหารจะมีการหลั่งอินซูลิน
อินซูลินจะทำให้เซลล์ส่วนใหญ่ในร่างกายใช้กลูโคสเป็นพลังงาน
หรือเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไกลโคเจน
ในทางตรงกันข้ามเมื่อระดับกลูโคสในเลือดต่ำลง
เช่นหลังออกกำลังกาย จะพบว่ามีการหลั่ง กลูคากอน เพื่อสลายไขมันและไกลโคเจนให้เป็นกลูโคสออกมาใช้
วิธีนี้ช่วยเพิ่มระดับ กลูโคสขึ้นสองวิธี วิธีแรก คือการเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน
เพื่อที่จะไม่ให้ใช้กลูโคส วิธีที่สองเป็นการสลายไกลโคเจนเป็นกลูโคสเข้าสู่เลือด
ดังนั้นอินซูลินจะลดน้ำตาลกลูโคสขณะ ที่กลูคากอนเพิ่มระดับกลูโคสให้ค่อนข้างคงที่
อินซูลินมีบทบาทสำคัญในการควบคุมเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตโปรตีนและไขมัน
โดยมีตับ กล้ามเนื้อและเยื่อไขมันเป็นอวัยวะตอบสนองต่ออินซูลิน
ที่ตับอินซูลินจะกระตุ้นการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นไกลโคเจน
และเปลี่ยนกรดอะมิโนให้เป็นโปรตีน เปลี่ยนกรดไขมันให้เป็นไตรกลีเซอไรด์
สำหรับกล้ามเนื้อ อินซูลินจะเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นพลังงานและยังเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไกลโค
เจนด้วย ส่วนที่เยื่อไขมันอินซูลินจะเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไกลโคเจน
และเปลี่ยนกรดอะมิโนให้เป็นไตรกลีเซอไรด์ ขณะเดียวกันก็มีผลห้ามสลายไขมันไปเป็นกรดไขมันออกสู่กระแสเลือดด้วย
ในกรณีที่ขาดอินซูลิน
ตับจะไม่สามารถสร้างไกลโคเจนจากกลูโคสได้อีก ทั้งร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสเพื่อสร้างพลังงานได้
จึงมีการสลายไกลโคเจนจากตับออกมาเป็นกลูโคส ปล่อยออกสู่กระแสเลือด
นอกจากนี้ตับยังเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นกลูโคสด้วย เมื่อใช้กลูโคสไม่ได้
ตับจะใช้กรดไขมัน เพื่อให้พลังงานออกมาชดเชย จึงเกิดเมแทบอลิซึมของกรดไขมันที่ไม่สมบูรณ์
เกิดจากเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นคีโทนบอดี ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย

รูปที่
8.13 ลักษณะของผู้ที่ต่อมไทรอยด์ผลิตไทรอกซินผิดปกติ
ก. ลักษณะผู้หญิงกลางคนเป็นโรคมิกซีดีมาเนื่องจากขาดไทรอกซิน
ข. ลักษณะของคนเป็นโรคดิฟฟิวส์ทอกชิกกอยเตอร์ เนื่องจากทีไทรอกซินมากเกินไป
สังเกตตาจะถลนออกนอกเบ้าตา
(ที่มา : Mader. 1988 : 266)
จากรูป 8.14
อินซูลินและกลูคากอนทำงานร่วมกันในการควบคุมความเข้มข้นของกลูโคสในเลือด
ระดับกลูโคสในเลือดที่สูงจะกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน แต่จะยับยั้งการหลั่ง
กลูคากอน ในทางตรงกันข้าม ถ้าระดับกลูโคสในเลือดลดลงจะกระตุ้นการหลั่งกลูคากอนแต่ยับยั้งการหลั่งอินซูลิน
ที่กล้ามเนื้อจะมีการเปลี่ยนโปรตีนเป็นกรดอะมิโน
ส่วนที่เยื่อไขมันจะมีการขับ ไตรกลีเซอไรด์ออกสู่กระแสเลือด
ผลของการเปลี่ยนแปลงเนื่องมาจากการขาดอินซูลินจะทำให้เกิดอาการสำคัญ
คือ

รูปที่
8.14 การทำงานร่วมกันของอินซูลิน และกลูคากอน
ในการควบคุมความเข้มข้นของกลูโคสในเลือด
(ที่มา : Audesrik and Audesirk. 1989 : 520)
ก.
น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูง (hyperglycemia) ทั้งนี้เพราะอัตราการนำเอากลูโคสเข้าไปใช้ในเซลล์ลดต่ำลงมาก
และภายในเซลล์ขาดเอนไซม์ที่จะเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นไกลโคเจน
เกิดภาวะผิดปกติภายในเซลล์ที่มีอัตราการเปลี่ยนโปรตีนเป็นกลูโคสเพิ่มสูงขึ้นมาก
ทำให้เป็นโรคเบาหวาน (diabetes mellitus) คือ น้ำตาลในเลือดสูงกว่า
100 มิลลิกรัม ต่อเลือด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร
ข.
กรดไขมันและคีโทนบอดีในเลือดเพิ่มสูง (hyperlipemia and
ketonemia) เพราะการขาดอินซูลิน ทำให้ไม่มีการห้ามการสลายไขมันในเยื่อไขมัน
ขณะเดียวกันตับก็จะเปลี่ยนกรดไขมันเป็นคีโทนบอดีออกสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดทำให้การรักษาสมดุลของความเป็นกรดเป็นด่างในเลือดเสียไป
เกิดอาการที่เลือดมีฤทธิ์เป็นกรดมากกว่าปกติ (acidosis)
ค.
ปัสสาวะมาก (azoturea) เป็นผลเนื่องจากการเปลี่ยนโปรตีนเป็นกลูโคสมากขึ้น
ทำให้มีการสร้างยูเรียและแอมโมเนียเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ
นอกจากนี้การเกิดคีโทนบอดีจาก กรดไขมัน ก็มีผลสำคัญในการเร่งอัตราการขับสารเหล่านี้ออกไปกับปัสสาสวะด้วย
ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ปัสสาวะบ่อยและครั้งละมากๆ สำหรับน้ำตาลถ้าเกิน
100 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ไตจะไม่สามารถดูดซึมกลับกระแสเลือด
ปัสสาวะจึงมีน้ำตาลอยู่มาก เกิดโรคเบาหวานขึ้น
ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานนอกจากจะมีการสร้างอินซูลินขึ้นมาใช้น้อยแล้ว
ยังพบว่ามี การสร้างกลูคากอนเพิ่มขึ้น
อาการสำคัญอื่นๆของโรคเบาหวานที่ตรวจพบ
คือ เส้นเลือดจะมีความหนาเพิ่มขึ้น เกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้ง่าย
ซึ่งอาจพบในเส้นเลือดโกลเมอรูลัส นอกจากนั้นยัง พบการเสื่อมสภาพของเส้นประสาท
เกิดความผิดปกติของลูกตาคือบริเวณเส้นลือดของเรตินา จะขยายพองโตและแตก
มีเลือดออกในเรตินา จะทำให้มองไม่เห็นภาพ คนไข้โรคเบาหวาน
หากมีบาดแผลจะหายยาก นอกจากนั้นยังพบว่าหญิงที่เป็นโรคเบาหวานมักจะมีบุตรยากกว่าปกติ
และโอกาสที่ลูกคลอดออกมามีชีวิตอยู่ได้น้อยมาก การเป็นโรคเบาหวานยังทำให้เกิดโรค
แทรกซ้อนอื่นๆอีก เช่น ความดันเลือดสูง และโรคหัวใจ