สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

พระราชประวัติ

       สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ประสูติเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2447 ทรงเป็นพระธิดาใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฏ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี ทรงพระนามเดิมว่า ท่านหญิงนา หรือ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์

       หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ทรงมีพระชันษาได้ 2 ปี พระบิดาได้ทรงนำไปถวายอยู่ใน พระบรมราชินูปถัมภ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

       เมื่อพระชันษา 6 ปี ได้เสด็จเข้าทรงศึกษาใน โรงเรียนราชินี

       เมื่อหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ทรงมีพระชันษาได้ 11 ปี ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้ทรงประกอบพิธีเกศากันต์ ตามโบราณราชประเพณี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2457 ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยมไหสูรย์พิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

       เมื่อทรงมีพระชันษาได้ 14 ปี หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ได้ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมานพระราชวังบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2461

       หลังจากได้รับพระราชทานน้ำพระมหาสังข์อภิเษกสมรสแล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา และหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีพระชายาได้ประทับที่วังศุโขทัย ซึ่งสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนักขึ้นใหม่ พระราชทานเป็นเรือนหอ

       หลังจากอภิเษกสมรสได้ 2 ปี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปรักษาพระองค์ในยุโรป เนื่องจากทรงมีพระโรคประชวรเรื้อรังมานับตั้งแต่ทรงผนวช เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงได้เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยพระชายาออกจาก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2463 เมื่อหายประชวรแล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา มีพระประสงค์จะทรง ศึกษาวิชาการทหารชั้นสูงต่ออีก ทั้งเพื่อให้พระชายาได้ทรง มีโอกาสศึกษาภาษาฝรั่งเศสให้ได้ผลดี จึงได้มีพระราชหัตถเลขากราบบังคมทูล พระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวศึกษาใน โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และในปี พ.ศ.2467 ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จนิวัติพระนคร

       พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ซึ่งทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช พระองค์เดียวที่เหลืออยู่ ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระเชษฐาธิราช เป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงมีพระกรุณา โปรดเกล้าสถาปนาหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระวรชายา ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และสถาปนาพระอิสริยยศเป็น พระอัครมเหสีโดยสมบูรณ์ตาม พระราชกำหนดกฎหมาย และพระราชประเพณี และทรงเป็นพระมเหสีเพียงพระองค์เดียวใน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

       พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่ง ประการหนึ่งในฐานะสมเด็จพระบรมราชินี คือ โดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเยี่ยมราษฎรตามจังหวัดต่างๆ ในราชอาณาจักร และโดยเสด็จฯ ไปเจริญพระราชไมตรี และทอดพระเนตรกิจการในประเทศต่างๆ เพื่อเป็นแนวพระราชดำริ ในการพัฒนาประเทศ
   
* วันที่ 6 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2496 พระบาทสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยทางรถไฟ ไปทรงเยี่ยมราษฎร ในจังหวัดพิษณุโลก แพร่ ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน
   
* วันที่ 24 มกราคม -11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีได้เสด็จเลียบมณฑลภูเก็ต ทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดตรัง ระนอง ภูเก็ต และพังงา
   
* วันที่ 31 กรกฎาคม - 11 ตุลาคม พ.ศ.2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสิงค์โปร์ และประเทศอินโดนีเซีย
   
* วันที่ 6 เมษายน - 8 พฤษภาคม พ.ศ.2473 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา
   
* วันที่ 6 - 9 เมษายน พ.ศ.2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่นครั้งแรก
   
* วันที่ 28 เมษายน - 12 กันยายน พ.ศ.2474 ภายหลังการเสด็จ เยือนประเทศญี่ปุ่นแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา
   
* วันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2476 - 27 สิงหาคม พ.ศ.2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือน ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป

       พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองแผ่นดินด้วยความเป็นธรรม ทรงพยายามที่จะทนุบำรุงบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้าตามกาลสมัย มีพระราชปณิธาณอันแน่วแน่ ในอันที่จะให้พสกนิกรของพระองค์ ได้เข้าอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่เหมาะสมแก่ตนเอง และภาวะการณ์บ้านเมืองมาตั้งแต่ต้นรัชกาล ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี อยู่ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน ไปประทับแรม ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข สวนไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีบุคคลคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะราษฎร" เข้ายึดอำนาจปกครองแผ่นดินในพระนครเอาไว้ได้ แล้วมีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาเชิญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่พระนคร เป็นพระมหากษัตริย์ อยู่ใต้ธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินที่คณะราษฎรได้สร้างขึ้น ด้วยในระหว่างที่ประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข นั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสถามความเห็นจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในเรื่องเสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่พระนคร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงมีพระอุปนิสัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว มีน้ำพระทัยนักกีฬามาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงได้กราบบังคมทูล อย่างไม่ลังเลพระทัยและไม่ทรงทำให้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงหวั่นไหว ท้อถอยเลย ในทำนองที่ว่า "เข้าไปตายก็ไม่เป็นไร ต้องมีศักดิ์ศรี มีสัจจะ"

       วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2476 หลังจากที่ประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยได้เพียงปีเศษ เหล่าทหารจำนวนหนึ่ง ที่ประจำการอยู่ที่ฐานที่ตั้ง ณ เมืองนครราชสีมา นำโดยพลเอกพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช ไม่เห็นด้วยกับแนววิธีการปกครองของคณะราษฎร จึงได้รวมกำลังก่อการปฏิวัติขึ้น แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต้องพ่ายแพ้แก่ฝ่ายรัฐบาลไปในที่สุด และเรียกการปฏิวัติครั้งนี้ว่า " กบฏบวรเดช" ขณะที่มีการก่อการปฏิวัตินั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ประทับแรมอยู่ ณ ตำหนักเปี่ยมสุข สวนไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้ทรงฟังรายงานข่าวทางวิทยุกระจายเสียงว่า ได้มีการสู้รบกันระหว่างฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายปฏิวัติที่จังหวัดเพชรบุรี และทหารของฝ่ายปฏิวัติแตกพ่ายถอยร่นลงไปทางใต้ อาจไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อยึดเป็นที่พึ่งได้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบรายงานข่าวในลักษณะนี้ ก็ทรงพระราชดำริว่า สถานการณ์อย่างนี้อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากผู้ก่อการปฏิวัติเป็นเชื้อพระวงศ์ ดังนั้นในคืนวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2476 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย เสด็จพระราชดำเนินออกจากสวนไกลกังวล โดยเรือพระที่นั่งศรวรุณ ไปประทับที่ตำหนักเดิม ของสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ จังหวัดสงขลา ซึ่งห่างไกลเหตุการณ์

       พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศอังกฤษ เพื่อทรงรับการรักษาพระเนตรอีกครั้ง และเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ โดยมี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงร่วมเสด็จฯด้วยเช่นเคย และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จพระราชดำเนินไปประทับประเทศอังกฤษ วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2477 เพื่อทรงรับการรักษาพระเนตร โดยได้ทรงเช่าคฤหาสน์หลังหนึ่งไว้เป็น ที่ประทับในมณฑลเซอร์เรย์ ซึ่งพระราชทานชื่อว่า "บ้านโนล" ในช่วงนี้การเจรจาการเมืองกับรัฐบาลทางกรุงเทพ ก็ยังดำเนินอยู่ แต่แล้วก็มีความคิดเห็นขัดแย้งกัน ระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับรัฐบาลในเรื่องหลักการสำคัญๆ ด้วยไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายแห่งการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้น ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติ

       สำหรับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีนั้น ทรงมีพระราชหฤทัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ที่จะทรงร่วมสุขกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเช่นเคย หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ พระองค์และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไป ประทับยังพระตำหนักเกลนพามเมนต์ มณฑลเซอร์เรย์ ทรงวางพระองค์เยี่ยงคหบดีชนบท และทรงใช้เวลาว่างในการจัดสวน แม้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จะทรงพ้นจากพระราชภารกิจ ที่สำคัญยิ่งคือ การถวายการพยาบาล สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระพลานามัยไม่แข็งแรง หลังจากประทับอยู่ที่ พระตำหนักเกลนพามเมนต์ ได้ประมาณ 2 ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอาการประชวรหนักมากขึ้น จึงทรงซื้อพระตำหนักใหม่ที่มณฑลเคนต์ ชื่อว่า เวนคอร์ต ซึ่งเป็นพระตำหนักที่เล็กเหมาะแก่การดูแลรักษา ในระหว่างที่ประทับอยู่ที่พระตำหนักเวนคอร์ต มหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงย้ายที่ประทับไปที่พระตำหนักคอมพ์ตัน มณฑลเซอร์เรย์ ครั้งถึงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2484 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน มณฑลเซอร์เรย์ และในวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2484 มีการจัดพิธีถวายพระเพลิง ณ สุสาน Colders Green

       เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังคงประทับอยู่ในประเทศอังกฤษต่อไป เพราะการคมนาคมระหว่างประเทศยังไม่ปลอดภัย เนื่องจากอยู่ในภาวะสงคราม เมื่อประเทศไทยจำยอมต้องประกาศ สงครามเข้าข้างฝ่ายญี่ปุ่น เป็นศัตรูโดยเปิดเผยกับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา คนไทยที่รักชาติซึ่งพำนักอยู่ใน ต่างประเทศจำนวนหนึ่ง ได้ประกาศตัวเป็นเสรีไทยทำงาน ประสานกับเสรีไทยในกรุงเทพฯ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี แม้จะมิได้ทรงมีพระนามร่วมในคณะเสรีไทย อย่างเป็นทางการแต่ก็ได้พระราชทาน พระกรุณาอุดหนุนกิจการของเสรีไทยอย่างสม่ำเสมอ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่อย่างเงียบๆ กับพระประยูรญาติ และข้าราชบริพาร

       ในที่สุดหลังจากประทับอยู่ที่ ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 15 ปี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ก็ได้เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2492 ได้ทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กลับสู่ประเทศไทยโดยทางเรือตามคำกราบทูลเชิญของรัฐบาลไทย และได้ประดิษฐานไว้ร่วมกันกับ สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า การเสด็จฯ นิวัติสู่ประเทศไทยครั้งนี้ รัฐบาลมีดำริจะจัด วังตำบลท่าช้างอันเป็นที่ที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรม พระสวัสดิวัดนวิศิษฏ์พระบรมชนก ในพระองค์ เคยประทับมาก่อนนั้น ถวายเป็นที่ประทับ เนื่องจากวังศุโขทัย ยังคงเป็นที่ทำการของกระทรวงสาธารณสุข แต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมชนนีทรงเชิญเสด็จฯ ไปประทับ ณ วังสระปทุม

       สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้ประทับ ณ วังสระปทุมเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จึงเสด็จฯ แปรพระราชฐาน ไปที่ตำหนักสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี ในพ.ศ.2493 ในการดำเนินกิจการ "สวนบ้านแก้ว" นั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี โปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าประดิษฐา จักรพันธุ์ ทรงรับผิดชอบการดำเนินการในฐานะผู้จัดการ และพระราชทาน พระราชดำริให้ปลูกพืชสวนครัว พืชไร่ และผลไม้นานาชนิด รวมทั้งเลี้ยงสัตว์พันธุ์ต่างๆ ด้วย หลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จฯ มาประทับ ณ สวนบ้านแก้วได้ประมาณ 5 ปี พระองค์ทรงพัฒนาการทอเสื่อจันทบูร ให้มีคุณภาพ ทำให้มีผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยเสื่ออีกหลายชนิด

       สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตึกผ่าตัดให้กับโรงพยาบาลจันทบุรี พระราชทานชื่อว่า "ตึกประชาธิปก" เมื่อพ.ศ.2497 ต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงพยาบาลพระปกเกล้าฯ" เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์ แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ทรงรับโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี และวิทยาลัยพยาบาลไว้ในพระราชินูปถัมภ์ ตั้งแต่พฤศจิกายน 2499 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชทรัพย์ในการดำเนินงานของโรงพยาบาลใช้ชื่อว่า "ทุนประชาธิปก" ซึ่งต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็น "มูลนิธิประชาธิปก" ในพ.ศ.2518

       สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงพระมหากรุณาธิคุณแก่ วิทยาลัยครูจันทบุรีอย่างหาที่เปรียบมิได้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินวิทยาลัยครูจันทบุรี 3 ครั้ง ดังนี้ วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2516 เสด็จพระราชดำเนินวิทยาลัยครูจันทบุรีเป็นครั้งแรก วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2518 เสด็จฯ พระราชทานประกาศนียบัตร นักศึกษาวิทยาลัยครูจันทบุรีที่สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2517 วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2519 เสด็จฯ พระราชทานประกาศนียบัตร นักศึกษาวิทยาลัยครูจันทบุรีที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2518

       จนกระทั่งพ.ศ.2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งคณะแพทย์ขึ้นดูแลพระอาการ และหลังจากนั้น 2 ปี คือพ.ศ.2526 พระองค์เสด็จฯ เข้าไปทรงรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลสมิติเวชระยะหนึ่ง จึงได้เสด็จกลับมาประทับ ณ วังศุโขทัยตามเดิม ในวันที่ 22 พฤษาภาคม พ.ศ. 2527 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวาย เมื่อเวลา 15.50 นาฬิกา ทรงมีพระชนมายุครบ 79 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระบรมศพถวาย พระเกียรติยศตามพระราชประเพณี ประดิษฐานพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อถึงวาระอันควรที่จะได้ทำการถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวงใน วันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2528

       พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ไม่ปรากฎว่ามีพระราชโอรส หรือพระราชธิดาเลยแม้สักพระองค์เดียว

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
Copyright © 2000,Rambhai Barni Rajabhat University.
Web designed by Information Technology Center Rambhai Barni Rajabhat University.